ศูนย์กลางธุรกิจเอเชียทำให้สิงคโปร์เปราะบางต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

            ท่ามกลางสถานการณ์ที่น่าวิตกเรื่องการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัส โรคโควิด-19  ศูนย์กลางการบินและธุรกิจระหว่างประเทศอย่างสิงคโปร์กำลังถูกจับตามอง ในฐานะแหล่งต้นตอของการติดเชื้อนอกประเทศจีนหลายกรณี เช่นที่พบในสหราชอาณาจักรและเกาหลีใต้ จนบางประเทศเริ่มออกคำแนะนำให้พลเมืองของตนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปสิงคโปร์แล้ว

            สนามบินชางอีของสิงคโปร์เป็นหนึ่งในศูนย์กลางการบินที่มีการเชื่อมต่อกับท่าอากาศยานต่าง ๆ มากที่สุดในโลก มีเที่ยวบินผ่านเข้าออกสนามบินแห่งนี้ทุก 80 วินาที ซึ่งมากเสียยิ่งกว่าของท่าอากาศยาน JFK ในสหรัฐฯ หรือของท่าอากาศยานหลักในนครดูไบเสียอีกแม้สิงคโปร์จะเข้มงวดกวดขันในการตรวจคัดกรองผู้ติดเชื้อที่สนามบินชางอีอย่างมาก แต่ลอเรนซ์ หว่อง ประธานร่วมของคณะทำงานสกัดกั้นการแพร่ระบาดของไวรัสโรคโควิด-19 ในสิงคโปร์ยอมรับว่า “ประเทศของเรามีความเสี่ยง เราจึงต้องทำทุกอย่างเพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัสเอาไว้ให้ได้”นอกจากความเสี่ยงต่อการติดเชื้อภายในประเทศแล้ว พรมแดนที่เปิดเสรีและการเชื่อมต่อกับนานาประเทศ ยังทำให้สิงคโปร์มีแนวโน้มที่อาจเป็นภัยคุกคามทางสาธารณสุขต่อทั่วโลกอีกด้วย โดยล่าสุดมีรายงานจำนวนผู้ติดเชื้อแล้วอย่างน้อย 50 ราย ซึ่งถือว่าสูงมากแห่งหนึ่งของโลก

ศูนย์กลางการนัดพบและแพร่เชื้อ ?

            เมื่อช่วงกลางเดือนมกราคมที่ผ่านมา มีการประชุมสัมมนาครั้งใหญ่เพื่อส่งเสริมการขายของบริษัทแห่งหนึ่งที่โรงแรมหรูในสิงคโปร์ โดยมีผู้เข้าร่วมกว่าหนึ่งร้อยคนจากหลายประเทศ รวมทั้งจากจีนด้วย

            หนึ่งสัปดาห์หลังจากนั้น มีรายงานพบผู้ติดเชื้อไวรัส โรคโควิด-19 ในหลายประเทศทั่วโลก ตั้งแต่มาเลเซียไปจนถึงเกาหลีใต้ หรือแม้กระทั่งในสหราชอาณาจักรและสเปน โดยชายชาวมาเลเซียวัย 41 ปี ซึ่งเป็นผู้ติดเชื้อคนแรกของประเทศนั้น ได้เข้าร่วมการประชุมสัมมนาดังกล่าวที่สิงคโปร์พร้อมกับเพื่อนร่วมงานจากจีนแผ่นดินใหญ่ ในเวลาต่อมาชายผู้นี้ยังได้แพร่เชื้อให้กับน้องสาวและแม่ยายของตนอีกทอดหนึ่ง

            เกาหลีใต้พบผู้ติดเชื้อสองราย ซึ่งล้วนเป็นผู้ที่เข้าร่วมงานสัมมนานี้เช่นกัน สิงคโปร์พบผู้ติดเชื้อจากการประชุมดังกล่าว 3 ราย และหลายประเทศในยุโรปได้รับเชื้อนี้ไปจากนายสตีฟ วอลช์ พลเมืองอังกฤษที่เข้าร่วมงานสัมมนาที่สิงคโปร์ด้วย

              นายวอลช์ซึ่งถือว่าเป็น “ผู้แพร่เชื้อรายใหญ่” ได้ออกเดินทางไปยังที่พักตากอากาศและลานสกีในประเทศฝรั่งเศสหลังการประชุมเสร็จสิ้นลง โดยระหว่างอยู่ที่นั่นเขาได้แพร่เชื้อต่อให้กับผู้คนจำนวนมากถึง 11 คน ทำให้เกิดการกระจายของโรคไปยังดินแดนสหราชอาณาจักร 5 กรณี ฝรั่งเศส 5 กรณี และที่เกาะมายอร์กาของสเปนอีก 1 กรณี

               การประชุมสัมมนาที่กลายเป็นหายนะทางสาธารณสุขของโลกครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงความเสี่ยงที่สิงคโปร์อาจกลายเป็นช่องทางหลักในการแพร่เชื้อโรคโควิด-19 ออกสู่นานาประเทศได้ โดยนอกจากจะเป็นศูนย์กลางการนัดพบทางธุรกิจและการเดินทางแล้ว สิงคโปร์ยังเป็นแหล่งดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวชาวจีนที่สำคัญอีกด้วย ซึ่งเมื่อปีที่แล้วมีชาวจีนเดินทางมาสิงคโปร์มากถึง 3.62 ล้านคน นับเป็นจำนวนสูงสุดในบรรดาชาวต่างประเทศที่มาเยือนทั้งหมด

           ในช่วงที่นักท่องเที่ยวจีนหลีกเลี่ยงการเดินทางไปฮ่องกง เนื่องจากเหตุประท้วงต่อต้านรัฐบาลจีนนั้น พวกเขาเปลี่ยนแผนมุ่งหน้ามายังสิงคโปร์ในวันหยุดเทศกาลตรุษจีนแทน ซึ่งตรงกับช่วงที่เกิดการระบาดของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่พอดี

มาตรการเพื่อรับมือภัยสาธารณสุข

            ลอเรนซ์ หว่อง ประธานร่วมของคณะทำงานสกัดกั้นการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ในสิงคโปร์บอกว่า “เราตระหนักดีว่าสิงคโปร์มีระบบเศรษฐกิจที่เปิดเสรี ทั้งยังเป็นศูนย์กลางการเดินทางระหว่างประเทศ เราจึงต้องทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อควบคุมการแพร่กระจายของเชื้อไวรัส ไม่ว่าจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารอย่างโปร่งใส และให้ความร่วมมือกับองค์กรด้านสาธารณสุขในต่างประเทศ”

            หากเกิดการแพร่ระบาดของโรคในประเทศเล็ก ๆ ที่มีประชากรอาศัยอยู่หนาแน่น สถานการณ์จะยิ่งเลวร้ายลงอย่างคาดไม่ถึง ทำให้สิงคโปร์ต้องวางระบบติดตามการแพร่เชื้อที่มีความละเอียดสูง เพื่อตรวจสอบและกักกันผู้ที่ได้สัมผัสโรคทุกคนโดยไม่ปล่อยให้หลุดลอดไป

            สิงคโปร์เป็นประเทศแรกที่ “ปิดพรมแดน” หรือปิดการเดินทางเชื่อมต่อกับจีน หลังเกาหลีเหนือและรัสเซียได้ดำเนินมาตรการนี้ไปก่อนหน้าแล้ว ทั้งยังกำหนดให้ชาวจีนที่เป็นผู้พำนักอาศัยถาวรหรือผู้ถือใบอนุญาตให้ทำงานในสิงคโปร์ ต้องลางาน 14 วัน หลังเดินทางกลับมาจากประเทศจีนด้วย

ศูนย์กลางธุรกิจเอเชียทำให้สิงคโปร์เปราะบางต่อการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19

           มาตรการนี้สร้างความอุ่นใจให้ชาวสิงคโปร์ขึ้นอย่างมาก ผู้ที่ฝ่าฝืนมาตรการกักกันโรคดังกล่าวจะถูกลงโทษอย่างรุนแรง โดยทางการจะยกเลิกวีซ่าและใบอนุญาตการทำงานทันที และอาจถูกสั่งห้ามเข้าทำงานในสิงคโปร์อีกเป็นการถาวร ส่วนนายจ้างของคนเหล่านี้ก็จะไม่สามารถว่าจ้างชาวต่างชาติได้เป็นเวลา 2 ปี

           แต่ถึงกระนั้นก็ตาม สิงคโปร์ก็ยังพบผู้ติดเชื้อถึง 8 ราย ที่ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใด ๆ กับชาวจีนจากเมืองอู่ฮั่น และยังคงเป็นปริศนาอยู่ว่าพวกเขาติดเชื้อจากที่ใดกันแน่

ผู้คนตื่นตระหนก-หน้ากากอนามัยขาดแคลน

           แม้ทางการสิงคโปร์จะแจกจ่ายหน้ากากอนามัยฟรีแก่ประชาชนกว่า 1 ล้านครัวเรือน และตั้งกลุ่มในแอปพลิเคชันสนทนาวอตส์แอปป์เพื่อแจ้งข่าวสารล่าสุดเกี่ยวกับการแพร่กระจายของเชื้อโรค แต่ก็ยังมีชาวสิงคโปร์จำนวนไม่น้อยที่ไม่เชื่อถือในคำแนะนำของทางการ เช่นไม่เชื่อว่าจะต้องใส่หน้ากากอนามัยเมื่อตนเองป่วยเท่านั้น บ้างก็ว่าทางการปิดพรมแดนที่เชื่อมต่อการเดินทางกับจีนช้าเกินไป

           หลังรัฐบาลยกระดับการเตือนภัยทางสาธารณสุขเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ชาวสิงคโปร์จำนวนมากพากันออกไปหาซื้ออาหารและสิ่งของจำเป็นอย่างข้าวสาร บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป กระดาษชำระ เพื่อกักตุนเอาไว้จำนวนมาก เนื่องจากหวั่นเกรงว่าอาจเกิดการปิดประเทศกักกันโรค เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในเมืองอู่ฮั่นของจีน

           ความตื่นตระหนกนี้บรรเทาลง หลังนายกรัฐมนตรีลี เซียนลุง ออกแถลงการณ์ที่สร้างความมั่นใจแก่ประชาชนว่า ยังมีเสบียงอาหารและสินค้าจำเป็นต่าง ๆ เพียงพอต่อความต้องการในประเทศ

           หลายฝ่ายมองว่ารัฐบาลสิงคโปร์สามารถควบคุมสถานการณ์เอาไว้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากมีระบบการตัดสินใจของผู้นำแบบรวมศูนย์ และพรรคการเมืองที่เป็นรัฐบาลมีเสียงข้างมากในรัฐสภา นอกจากนี้ การบังคับใช้กฎหมายต่อต้านข่าวปลอม ยังช่วยขจัดข้อมูลข่าวสารที่เป็นเท็จอีกทางหนึ่งด้วย

บทเรียนจากโรคซาร์ส

           การที่ประเทศสิงคโปร์มีขนาดเล็ก และเคยมีบทเรียนจากวิกฤตการณ์โรคซาร์ส (SARS) ที่แพร่ระบาดเมื่อปี 2002-2003 มาแล้ว ทำให้ดำเนินมาตรการต่อสู้กับเชื้อไวรัสโรคโควิด-19 ในครั้งนี้ได้อย่างรวดเร็ว

           นายแพทย์เหลียง โฮ นัม ผู้รอดชีวิตจากโรคซาร์ส และผู้เชี่ยวชาญโรคติดเชื้อที่ต่อสู้ในแนวหน้าของการสกัดกั้นโรคระบาดเมื่อเกือบ 20 ปีก่อน บอกว่าเหตุการณ์ในครั้งนั้นสร้างความหวาดกลัวที่ฝังลึกในจิตใจชาวสิงคโปร์จำนวนไม่น้อย โดยโรคซาร์สทำให้มีผู้ติดเชื้อในประเทศ 283 ราย และมีผู้เสียชีวิต 33 ราย

          “สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงสูง เพราะเป็นประเทศเล็กและมีการเชื่อมต่อกับโลกภายนอกเป็นอย่างดี หากเกิดโรคระบาดขึ้นที่จีนหรือที่ใดในโลก เพียงอีกชั่วพริบตามันก็สามารถจะเข้าถึงสิงคโปร์ได้แล้ว การควบคุมสกัดกั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย” นพ. เหลียงกล่าว

          “ผมไม่เชื่อว่าจีนจะควบคุมการแพร่ระบาดของโรคนี้ไว้ได้ แต่ผมคิดว่าในอีกระยะหนึ่งจะเกิดเชื้อไวรัสที่มีฤทธิ์อ่อนกว่าในปัจจุบันขึ้นมา ทำให้การระบาดของโรคทางเดินหายใจรุนแรงกลายเป็นเหมือนกับโรคหวัดที่พบได้ทั่วไป และนั่นจะเป็นจุดจบของไวรัสชนิดนี้”